มะนาวอินเดีย   ริทซ์ แครกเกอร์เก่าแก่   เกรวี่ โบ๊ต เรือน้อยใส่ซอส   Tomato paste ซอสมะเขือเทศเข้มข้น   เนยนั้นมาจากไหน? <<อ่านย้อนหลัง
    เอสโตรเจนทดแทน นาน 20 ปีขึ้นไป เสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม   เชื้อหวัดอยู่ที่คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ มิใช่ลูกบิดประตู   กินมังสวิรัติ น้ำหนักตัวเพิ่มน้อย   พริก ต้านมะเร็งต่อมลูกหมาก   เต้าไม่เท่ากัน ระวังมะเร็ง! <<อ่านย้อนหลัง
     
 
  มะนาวอินเดีย

         คนอินเดียเขาเรียกมะนาวชนิดนี้ว่า “นิมบู” (NIMBO) รสเป็นมะน้าวมะนาว เพราะเปรี้ยวแต่อย่างเดียว เปรี้ยวมากเสียด้วย แต่ก็เป็นเปรี้ยวที่กลมกล่อมไม่เหมือนเปรี้ยวส้มจี๊ด นั่นเปรี้ยวจี๊ดๆจริงๆ น้ำมะนาวก็เยอะ แต่สีสันนั่นสิเหลือรับประทานจริงๆ สีออกสีส้มแจ๊ดสวยดี ใส่อาหารอะไรลงไปก็ออกสีส้มผสม ผลเท่าๆกับลูกมะนาว มีทั้งขนาดใหญ่ขนาดเล็กเช่นมะนาวนั่นแหละ ผิวเปลือกบางออกสีส้ม ถ้าไม่บอกก็ไม่มีทางรู้เลยว่านี่คือมะนาว เพราะผิวพรรณสัณฐานเหมือนกับส้มลูกเล็กๆนั่นเอง

 

 
 
 

 
  ริทซ์ แครกเกอร์เก่าแก่

           หนึ่งในบรรดาแครกเกอร์ที่คุณรู้จักและคุ้นเคย ใช่ "ริทซ์ แครกเกอร์" หรือเปล่า ถ้าคำตอบคือใช่ นั่นอาจเหมือนกับหลายคนทั่วโลกที่รู้จักแครกเกอร์นี้มานานหลายทศวรรษ

            "ริทซ์ แครกเกอร์" เป็นชื่อยี่ห้อแครกเกอร์ชนิดหนึ่งที่ the National Biscuit (หรือ Nabisco ในปัจจุบัน) ผลิตออกมาขายในปี ค.ศ.1934 ซึ่งเป็นช่วงที่สหรัฐอเมริกากำลังตกอยู่ในเหตุการณ์เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ด้วยความที่ริทซ์เป็นแครกเกอร์ราคาถูก แต่รสชาติอร่อย กรอบกรุบกรับ ทำให้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่บ้านเรือนทั่วไปจนถึงเป็นหนึ่งในเมนูอาหารของโรงแรมดังอย่าง The Waldorf-Astoria Hotel

            แม้ริทซ์ แครกเกอร์ จะกินอร่อยด้วยตัวมันเอง แต่ยังมีผู้นิยมเติมท็อปปิ้งโดยเฉพาะชีส ทำเป็นของว่างกินเล่น นอกจากนี้ในการทำ Mock apple pie จะใช้ ริทซ์ แครกเกอร์ แทนแอปเปิล ซึ่งเป็นสูตรที่ทำมาแต่โบร่ำโบราณ แม้ไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ริเริ่ม แต่ริทซ์ แครกเกอร์ก็ใช้แทนแอปเปิลได้ดีเสียจนหลายคนคิดว่าเป็นแอปเปิลจริงๆ

 

 
 
 

 
  เกรวี่ โบ๊ต เรือน้อยใส่ซอส

           ตามโต๊ะอาหารชาติตะวันตกมักขาดภาชนะสำหรับใส่ซอสไม่ได้ ด้วยอาหารแต่ละอย่างนิยมใช้ซอสเป็นส่วนประกอบ แต่ละบ้านจึงต้องมี เกรวี่ โบ๊ต (gravy boat) หรือ ซอส โบ๊ต (sauce boat) ติดไว้ เจ้าภาชนะนี้ถือกำเนิดขึ้นในศตวรรษที่ 18 จากวัฒนธรรมการกินอาหารแบบฝรั่งเศสที่ผู้ร่วมโต๊ะอาหารจะต้องบริการตัวเอง จึงมีการคิดค้นถ้วยสำหรับใส่ซอสขึ้น รูปร่างของเกรวี่ โบ๊ต ละม้ายคล้ายเรือ คือเป็นถ้วยก้นลึกโค้งยาว รวมถึงเกรวี่เป็นซอสที่เกิดมาต้นๆซอสตัวอื่น เลยเป็นที่มาของชื่อ gravy boat นั่นเอง

            เกรวี่ โบ๊ต ยุคแรกทำจากเหล็กและกระเบื้องเคลือบ มีปากเทอยู่ที่ปลายทั้งสองด้าน ด้ามจับอยู่ตรงกลาง ต่อมาช่างตีเหล็กเลยจับมาดัดแปลงเปลี่ยนรูปเปลี่ยนร่างให้มีปากเทเหลือเพียงด้านเดียว ส่วนปลายอีกด้านก็จัดการทำเป็นด้ามจับซะเลย เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน (คล้ายตะเกียงอะลาดินแบบไม่มีฝาปิด) กระทั่งศตวรรษที่ 19 เกรวี่ โบ๊ต ถูกเปลี่ยนโฉมอีกครั้งให้มีลักษณะคล้ายกาน้ำ มีพวยกาโค้งลงมาติดด้านล่างของตัวกา ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้ไขมันของซอสที่ลอยอยู่ผิวหน้าไหลลงไปสู่อาหารขณะเท ด้านในกาก็ยังมีช่องสำหรับใส่น้ำร้อนซ่อนอยู่ เพื่อช่วยอุ่นให้ซอสร้อนอยู่ตลอดเวลานั่นเอง ปัจจุบันนักออกแบบยังมีไอเดียบรรเจิด ทำเกรวี่ โบ๊ต ให้คล้ายหม้อไฟ คือมีฐานสำหรับใส่แอลกอฮอล์ข้างล่างสำหรับจุดไฟอุ่นซอส หรือเกรวี่ โบ๊ต ไฟฟ้าก็ยังมี และอีกมากมายสารพัดรูปแบบ แต่แม้จะมีเกรวี่ โบ๊ต ให้เลือกหลายแบบ ถ้วยแบบตะเกียงอะลาดินนี่แหละที่ได้รับความนิยมเรื่อยมาจนทุกวันนี้

 

 
 
 

 
  Tomato paste ซอสมะเขือเทศเข้มข้น

          Tomato paste หรือที่บ้านเราเรียกว่าซอสมะเขือเทศเข้มข้น มีลักษณะเหนียวข้นสีแดงเข้มทำจากเนื้อมะเขือเทศล้วนๆ รสชาติออกเปรี้ยว และหวานอ่อนๆเฉพาะตัว จานอาหารชาติตะวันตกโดยเฉพาะอาหารอิตาเลียน นิยมใช้ tomato paste เป็นส่วนผสมในอาหารหลายอย่าง เช่น ใช้ทำน้ำสต๊อก น้ำสลัด และซอสสำหรับพาสต้า ซอสพิซซ่าก็มีส่วนผสมของ tomato paste ด้วยเช่นกัน

            ว่ากันว่าการทำ tomato paste มีมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ ในลักษณะถนอมไว้กินยามล่วงฤดูกาลมะเขือเทศออกลูก ซึ่งก่อนจะมีขายอย่างแพร่หลายในรูปแบบกระป๋องและหลอดบีบอย่างที่เห็นกันอยู่ สมัยก่อนชาวอิตาเลียนนิยมทำไว้ใช้เองที่บ้าน โดยนำซอสมะเขือเทศ (tomato sauce) ไปตากแดดให้แห้ง กระทั่งเป็นสีมะฮอกกานีเข้มและเนื้อเหนียวข้นแบบเดียวกับปูนเปียก จึงเติมน้ำมันมะกอก แล้วห่อด้วยกระดาษเก็บไว้กินในช่วงฤดูหนาว ขณะที่ปัจจุบัน หากไปทางตอนใต้ของอิตาลีในช่วงหน้าร้อน จะพบเห็นครอบครัวพื้นถิ่นทำเครื่องปรุงคล้ายซอสมะเขือเทศเข้มข้น  เรียกว่า estratto (หรือ strattu ในภาษาท้องถิ่น) โดยสับมะเขือเทศ เติมเกลือและน้ำมันมะกอก แล้วนำไปกรองเอาเฉพาะเนื้อ ตากแดดให้แห้ง

 
 
 

 
  เนยนั้นมาจากไหน?

           นึกถึงอาหารฝรั่งทีไรเป็นต้องนึกถึงกลิ่นหอมของเนยอยู่เสมอ น่าแปลกที่ฝรั่งตาน้ำข้าวเขากินเนยกันเป็นล่ำเป็นสัน ทั้งที่ต้นกำเนิดอยู่ใกล้ๆในแถบเอเชียกลางนี่เอง

            กว่า 8,000 ปี ก่อนคริสตกาลมาแล้วที่มนุษย์เรารู้จักคำว่าเนย ด้วยความบังเอิญจากการที่

ถังนมบนหลังม้าถูกเขย่าไปมาพร้อมๆกับการควบม้าเวลาเดินทาง เมื่อโดนแรงเขย่ามากเข้า ไขมันจึงแยกตัวออกจากนมจับกันเป็นก้อนตกอยู่ที่ก้นถังนม เกิดเป็นเนย (butter) ขึ้น ซึ่งต่อมาคนเราก็ใช้หลักการที่ว่านี้ผลิตเนยกินเองซะเลย

เนยส่วนใหญ่ในปัจจุบันทำจากนมวัว แต่เนยดั้งเดิมของเอเชียกลางนั้นทำมาจากนมควาย นมแพะ หรือนมจามรี คนในสังคมที่เลี้ยงสัตว์ให้นมจะมีความเชี่ยวชาญในการทำเนยเป็นพิเศษ

ซึ่งในสมัยก่อนจะทำเนยกินกันเองตามครัวเรือน การปั่นเนยถือเป็นหนึ่งในงานครัวที่ผู้หญิงต้องเป็นคนทำ จนเมื่อมีการผลิตเนยแบบอุตสาหกรรมนั่นแหละ ผู้ชายถึงเข้ามาทำหน้าที่นี้แทน เนยจากโรงงานเป็นเนยที่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์มาแล้ว แต่เนยโฮมเมดก็ได้รับความนิยมไม่น้อย

การทำเนยแบบโฮมเมดไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแต่ต้องใช้เวลาและออกแรงมากหน่อยเท่านั้นเอง ก่อนอื่นต้องรู้หลักการก่อนว่าเนยปั่นจากครีม ครีมคือไขมันที่เบากว่านม ลอยตัวอยู่เป็นชั้นด้านบนนมอีกที ทีนี้ก็ตักครีมมาตีด้วยตะกร้อตีไข่ ตีช้าๆไปเรื่อยๆจนครีมเนียนนุ่ม จากนั้นก็ตีให้เร็วขึ้น จะทำให้ไขมันเนยที่เป็นก้อนเล็กจิ๊ดเดียวแยกตัวออกจากครีม จับกันเป็นก้อนๆ แล้วกรองเอาแต่ไขมันเนยออกมา เทน้ำเย็นจัดผ่านก้อนไขมันเนยจนน้ำนั้นใส จากนั้นโรยเกลือเล็กน้อยให้ทั่ว คนไขมันเนยกับเกลือให้เข้ากันดี แล้วตักวางบนกระดาษไข ห่อเป็นรูปสี่เหลี่ยม แช่ในตู้เย็นหนึ่งคืน เท่านี้เราก็ทำเนยเค็มกินเองได้แล้ว แต่ถ้าลองนำครีมที่ได้ไปหมักให้เปรี้ยวสักเล็กน้อยก่อนนำมาทำเนย ก็จะได้เนยที่มีกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัวไปอีกแบบ

ส่วนประกอบหลักของเนยคือ ไขมัน จึงเป็นเหตุผลให้คนเมืองหนาวที่ต้องรักษาความอบอุ่นให้ร่างกายกินเนยกันอย่างแพร่หลาย เนยที่ขายตามท้องตลาดทั่วไปมี 2 ประเภท คือเนยสด มีทั้งชนิดจืด และเค็ม ชนิดจืดนิยมใช้เมื่อต้องการควบคุมรสชาติอาหาร แต่เก็บได้สั้นกว่าชนิดเค็ม เพราะชนิดเค็มมีเกลือที่ช่วยถนอมอาหารไปในตัว ส่วนอีกประเภทคือ เนยเทียม (มาร์การีน) ประเทศเขตเย็นเขาใช้เนยก้อนในการทำอาหาร ส่วนประเทศเขตร้อน เช่น อินเดีย ที่อาหารเสียง่าย กลับนิยมเนยใส หรือกี่ (ghee) มากกว่า (ดูครัวฉบับ 166)

 

 
 
 

   
 
 เอสโตรเจนทดแทน นาน 20 ปีขึ้นไป เสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม

            ผู้หญิงที่เข้าวัยทอง แต่ไม่อยากสู้กับอาการเมโนพอส ไม่อยากแก่เร็ว หรือต้องการป้องกันภาวะกระดูกพรุน อาจเลือกกินฮอร์โมนทดแทน คือ เอสโตรเจนกับโปรเจสติน แต่การวิจัยพบว่ากินฮอร์โมนทดแทนแบบนี้ 5 ปีขึ้นไปจะเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมสูงขึ้นเรื่อย แต่สำหรับผู้หญิงที่มีเหตุต้องผ่าตัดมดลูก (ซึ่งมักตัดรังไข่ไปด้วย) จะเข้าสู่เมโนพอสแบบทันที ทำให้ส่วนใหญ่ต้องกินเอสโตรเจนทดแทน เพื่อบรรเทาอาการเมโนพอส ชะลอความแก่ และป้องกันภาวะกระดูกพรุน แต่ว่าผู้หญิงเหล่านี้จะเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม หรือไม่ เพียงใด

            ล่าสุด ผลการวิจัยติดตามพยาบาลที่ผ่าตัดมดลูกและกินเอสโตรเจนทดแทน ในตัวอย่าง 29,000 คน เป็นเวลานานกว่า 20 ปี พบว่า (ตีพิมพ์ใน Archives of Internal Medicine, May 2006)  หลังจากกินเอสโตรเจนต่อเนื่อง 10 ปีขึ้นไป จะเริ่มมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งสูงกว่าคนไม่ได้กิน  แต่ความเสี่ยงที่สูงขึ้นนี้ก็ยังไม่มีนัยยะสำคัญทางสถิติ จนกระทั่งกินต่อเนื่อง 20 ปีเป็นต้นไป ความเสี่ยงจะสูงกว่าคนไม่ได้กินถึง 40 เปอร์เซ็นต์

            พูดง่ายๆว่า ผู้หญิงที่ผ่าตัดมดลูกเพื่อหนีปัญหามะเร็งที่มดลูก หากกินเอสโตรเจนต่อเนื่องนานหลายๆปี ประมาณว่า 10 ปี ขึ้นไป ในที่สุดอาจหนีเสือปะจระเข้ มาเป็นมะเร็งเต้านมตอนแก่ ทางออกจึงน่าจะเป็นหาอย่างอื่นมาทดแทน เช่น เอสโตรเจนจากพืช อาทิ จากถั่วเหลือง เป็นต้น

 

    
 
 

 
 เชื้อหวัดอยู่ที่คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ มิใช่ลูกบิดประตู

          การระบาดของหวัด ไข้หวัด และโรคท้องร่วง อันเนื่องมาจากแบคทีเรียและไวรัสนั้น สมัยก่อนนักวิชาการมักบอกว่าให้ระวังลูกบิดประตู ที่กดลิฟต์ และราวบันได เพราะที่จุดนั้นมีเชื้อโรคมาก การป้องกันอย่างหนึ่ง คือ หมั่นล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ  แต่สมัยนี้สำนักงานเป็นแหล่งรวมของผู้คนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นักจุลชีวะผู้ทำการสำรวจแหล่งเชื้อโรคอย่างนาย Charles Gerba แห่งมหาวิทยาลัยอริโซนา ได้ออกมายืนยันว่า คีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์ที่มีคนใช้ร่วมกัน เป็นจุดหมักหมมของเชื้อโรค มากกว่าลูกบิดประตู การสำรวจสำนักงานของรอยเตอร์พบว่าที่คีย์บอร์ดมีเชื้อโรคมากกว่าปุ่มกดลิฟต์ มือจับและปุ่มกดไมโครเวฟ และปุ่มกดน้ำดื่ม การสำรวจในสำนักงานหลายสาขาวิชาชีพ พบว่าโดยเฉลี่ยเชื้อโรคที่คีย์บอร์ดมีมากกว่าที่นั่งโถส้วมถึง 400 เท่า เพราะมีแต่คนใช้ไม่มีคนทำความสะอาด คนส่วนใหญ่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าคีย์บอร์ดจะเป็นสวรรค์ของแบคทีเรียและไวรัส

            นอกจากนั้น นาย Gerba ยังให้ระวังจุดอื่นๆที่อาจมีเชื้อโรคมาก ได้แก่ อ่างล้างหน้าในห้องน้ำ อ่างอาบน้ำ ปุ่มกดน้ำโถปัสสาวะ ลูกบิดประตูห้องน้ำ อ่างล้างจานในห้องครัว และกระทั่งเครื่องซักผ้าและอบผ้า   

 

    
 
 

 
 กินมังสวิรัติ น้ำหนักตัวเพิ่มน้อย

            นักวิจัยชาวอังกฤษติดตามศึกษานิสัยการกินของกลุ่มตัวอย่าง 22,000 คน ต่อเนื่องนาน 5 ปี พบว่าแม้ทั้งหมดจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นทุกคน แต่พวกที่กินอาหารมังสวิรัติ น้ำหนักตัวเพิ่มน้อยกว่าพวกกินเนื้อสัตว์อย่างมีนัยยะสำคัญ เฉพาะอย่างยิ่งพวกกินเนื้อสัตว์ที่เปลี่ยนมากินมังสวิรัติ น้ำหนักตัวจะเพิ่มน้อยที่สุด (ตีพิมพ์ใน International Journal of Obesity)

            นักวิจัยขยายความว่า นี่แสดงให้เห็นว่า แนวกินแบบมังสวิรัติที่หนักอาหารจำพวกแป้ง ช่วยควบคุมน้ำหนักตัว ได้ดีกว่าแนวกินที่เน้นอาหารโปรตีนมากๆ   

    
 
 

 
 พริก ต้านมะเร็งต่อมลูกหมาก

            การวิจัยในหนูทดลอง (ตีพิมพ์ในวารสาร Cancer Research) พบว่าสารแคปไซซิน (capsaicin) หรือสารเผ็ดในพริก ช่วยชะลอการเติบโตของเซลล์มะเร็งที่ต่อมลูกหมากได้ โดยหนูที่ได้รับแคปไซซินมีขนาดเซลล์มะเร็งเล็กเพียง 1/5 ของเซลล์มะเร็งในหนูที่ไม่ได้รับแคปไซซิน

            ผลการวิจัยนี้จะใช้ได้กับคนหรือไม่ ยังต้องรอพิสูจน์กันต่อไป แต่ถ้าใครใจร้อนอยากกินพริกต้านมะเร็งต่อมลูกหมากให้ได้ผลอย่างหนูทดลองบ้าง นักวิจัยก็แย้มว่าให้กินพริกเท่ากับหนู คือ สารแคปไซซินขนาด 400 มิลลิกรัม 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เทียบได้กับพริกเม็กซิกันประมาณ 3-8 เม็ด ขึ้นกับว่าแต่ละเม็ดจะเผ็ดแค่ไหน

    
 
 

 
 เต้าไม่เท่ากัน ระวังมะเร็ง!

            ผลการวิจัยที่ค่อนข้างจะแปลก แต่ไม่รู้จะมีประโยชน์แค่ไหนนี้ ตีพิมพ์ในวารสาร  Breast Cancer Research ของอังกฤษ โดยนักวิจัยจาก University of Liverpool ศึกษาผล mammograms ของหญิง 504 คน หลังจาก 27 ปีผ่านไป 252 คนป่วยเป็นมะเร็งเต้านม ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบตัวอย่างผู้ป่วยกับตัวอย่างผู้ไม่ป่วย พบว่า ผู้หญิงที่มีขนาดเต้านมสองข้างไม่เท่ากัน จะมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมสูงขึ้น ขนาดเต้าที่ต่างกันทุก 100 มิลลิลิตร เพิ่มความเสี่ยงขึ้น 50%

            แล้วเต้านมสองข้างไม่เท่ากัน เกี่ยวอะไรกับมะเร็งด้วย เรื่องนี้นักวิจัยก็ยังอธิบายไม่ได้ พวกเขาบอกได้แต่เพียงว่าใครที่นมโตไม่เท่ากัน ก็ควรระวังไว้ แต่จะให้ระวังอะไรล่ะ? เรื่องนี้เข้าทำนอง รู้แล้วมีทุกข์มากกว่ามีประโยชน์  ถือว่าเพียงบอกกล่าวให้ผ่านตาก็แล้ว